ส่วนที่ 1: ข้อมูลภาพรวมบทเรียน
ภาค: ภาค ก | หมวดวิชา: ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี | เรื่อง: วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง: หลักการทั่วไป กระบวนการพิจารณา และความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ | เวลาอ่านโดยประมาณ: 6 นาที
สรุปเรื่องนี้ใน 1 นาที
- กฎหมายแม่บท: พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เป็น "กฎหมายกลาง" ด้านวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการติดต่อราชการ
- หลักความเป็นกฎหมายกลาง: หากกฎหมายเฉพาะใดมีหลักเกณฑ์ที่ให้หลักประกันสิทธิของประชาชน ต่ำกว่า กฎหมายนี้ ให้ใช้กฎหมายนี้บังคับแทน แต่หากกฎหมายเฉพาะให้หลักประกัน สูงกว่าหรือเท่ากัน ให้ใช้กฎหมายเฉพาะนั้น
- ข้อยกเว้นไม่ใช้บังคับ (มาตรา 4): รัฐสภาและ ครม., องค์กรตามรัฐธรรมนูญเฉพาะหน้าที่อิสระ, นโยบายต่างประเทศ, การพิจารณาของศาล, กระบวนการยุติธรรมทางอาญา, การดำเนินกิจการทหารในการรบ
- หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่: เจ้าหน้าที่ต้องไม่มีส่วนได้เสีย (มาตรา 13: เหตุต้องห้ามเด็ดขาด เช่น เป็นคู่กรณีเอง คู่สมรส ญาติสนิท หรือคู่หนี้สิน) หากเข้าข่ายต้องหยุดพิจารณาและรายงานผู้บังคับบัญชาทันที
- สิทธิของคู่กรณี (มาตรา 30): ก่อนออกคำสั่งทางปกครองที่อาจกระทบต่อสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วนตามที่กฎหมายยกเว้น
เนื้อหาที่ต้องรู้
1. ขอบเขตการใช้บังคับและข้อยกเว้นตามมาตรา 4
พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ไม่ใช้บังคับแก่กระบวนการดังต่อไปนี้:
- รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
- องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ (เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ในส่วนของการใช้อำนาจเฉพาะทาง)
- การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง
- การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์
- การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา
- การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ
- การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหารหรือรั้วของชาติในด้านยุทธการและวินัยทหาร
- กระบวนการยุติธรรมทางอาญา (เช่น การสืบสวน สอบสวน การฟ้องคดีอาญาของตำรวจและอัยการ)
- การดำเนินงานขององค์การทางศาสนา
2. หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาทางปกครอง
เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่พิจารณาทางปกครองต้องมีความเป็นกลาง ปราศจากอคติส่วนตัว โดยกฎหมายแบ่งเหตุแห่งการขาดความเป็นกลางเป็น 2 ระดับ:
- 1. เหตุต้องห้ามโดยเด็ดขาดตามมาตรา 13 (เจ้าหน้าที่ต้องหยุดพิจารณาทันที):
- เป็นคู่กรณีเอง
- เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี
- เป็นญาติของคู่กรณี: บุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดๆ, พี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น, หรือญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น
- เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ ผู้แทน หรือตัวแทนของคู่กรณี
- เป็นเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณี
- กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ผลทางกฎหมาย: หากเจ้าหน้าที่มีเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องหยุดการพิจารณาทันที และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบ เพื่อสั่งการให้เจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทน
- 2. เหตุสภาพภายนอกที่อาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางตามมาตรา 16:
มีข้อเท็จจริงหรือสภาพภายนอกอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง (เช่น มีข้อพิพาทรุนแรงส่วนตัวมาก่อน) กรณีนี้ คู่กรณีมีสิทธิยื่นคำคัดค้าน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณา
3. สิทธิของคู่กรณีในการรับฟังพยานหลักฐาน (มาตรา 30)
ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจ กระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนก่อนออกคำสั่ง เว้นแต่:
- มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสาธารณะหรือกระทบสิทธิผู้อื่น
- คำสั่งนั้นจะทำให้ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกำหนดไว้สิ้นสุดลง
- เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงได้ให้ไว้แล้วในการยื่นคำขอ
- โดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสไม่อาจกระทำได้
- เป็นมาตรการบังคับทางปกครอง
ขอบเขตเนื้อหาและหัวข้อที่เกี่ยวข้อง (Cross-reference):
บทเรียนนี้เน้น หลักทั่วไป กระบวนการพิจารณา และความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ สำหรับการออกคำสั่งทางปกครอง การอุทธรณ์ภายใน 15 วัน และการเพิกถอนคำสั่ง โปรดศึกษาในหัวข้อ "คำสั่งทางปกครอง การอุทธรณ์ และการเพิกถอนคำสั่ง" (Topic 132)
จำให้แม่น
| มาตรา | หลักการสำคัญ | แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ |
|---|---|---|
| มาตรา 3 | กฎหมายกลางทางวิธีปฏิบัติราชการ | หากกฎหมายอื่นให้หลักประกันต่ำกว่า ให้ใช้ พ.ร.บ. นี้ |
| มาตรา 4 | ข้อยกเว้นไม่ใช้บังคับ | ไม่ใช้กับ รัฐสภา, ครม., ศาล, คดีอาญา, การทหาร |
| มาตรา 13 | เหตุต้องห้ามขาดความเป็นกลางเด็ดขาด | ต้องหยุดพิจารณาทันที และรายงานผู้บังคับบัญชา |
| มาตรา 16 | เหตุภายนอกร้ายแรงที่อาจไม่เป็นกลาง | คู่กรณีมีสิทธิคัดค้านเจ้าหน้าที่ได้ |
| มาตรา 30 | สิทธิรับฟังข้อเท็จจริงและโต้แย้ง | ต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีโต้แย้งก่อนออกคำสั่งกระทบสิทธิ |
จุดที่มักสับสน
- กระบวนการยุติธรรมทางอาญา: การจับกุม สืบสวน สอบสวน คดีอาญา ไม่อยู่ ในบังคับของ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (เป็นเรื่องของ ป.วิ.อาญา)
- การคัดค้านตามมาตรา 13 vs มาตรา 16: มาตรา 13 กฎหมายสั่งให้เจ้าหน้าที่ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เองโดยอัตโนมัติ แม้คู่กรณีจะไม่ได้คัดค้านก็ตาม ส่วนมาตรา 16 เป็นเรื่องที่คู่กรณีต้องยกขึ้นคัดค้าน
- ชั้นญาติสนิทตามมาตรา 13: บุพการี/ผู้สืบสันดาน = ทุกชั้น; พี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้อง = ภายใน 3 ชั้น; ญาติแต่งงาน = ภายใน 2 ชั้น
ตัวอย่างสถานการณ์
สถานการณ์: กรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารเรียน เป็นพี่ชายแท้ๆ ของกรรมการผู้จัดการบริษัทที่เข้าร่วมประกวดราคา:
- กรณีนี้เข้าข่าย เหตุต้องห้ามเด็ดขาดตามมาตรา 13 (3) แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
- กรรมการผู้นี้ ต้องหยุดการพิจารณาทันที และรายงานให้ประธานกรรมการหรือผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อแต่งตั้งกรรมการคนอื่นแทน
- หากยังคงดึงดันร่วมพิจารณาและลงมติ การพิจารณานั้นจะถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจส่งผลให้คำสั่งจัดซื้อจัดจ้างถูกเพิกถอนได้
เทคนิคช่วยจำ
สูตรจำความเป็นกลาง (ม.13): "ตนเอง - เมีย/ผัว - ญาติชิด - ศิษย์/ตัวแทน - เจ้าหนี้/นายจ้าง" → เจอ 5 กลุ่มนี้ ต้องหยุดทันที!
ทบทวนก่อนจบ
- หากกฎหมายเฉพาะกำหนดวิธีปฏิบัติราชการที่ให้สิทธิประชาชนน้อยกว่า พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายใด? (เฉลย: ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งเป็นกฎหมายกลาง)
- การดำเนินคดีอาญาของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. นี้หรือไม่? (เฉลย: ไม่อยู่ ตามข้อยกเว้นมาตรา 4)
- หากเจ้าหน้าที่มีเหตุต้องห้ามตามมาตรา 13 เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร? (เฉลย: ต้องหยุดการพิจารณาทันที และแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปหนึ่งชั้น)
- ก่อนออกคำสั่งทางปกครองที่กระทบสิทธิของบุคคล เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 30 อย่างไร? (เฉลย: ต้องให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริง และมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน)
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562